เป็นไข้หวัดมา ๓ แล้ว ต้องป้องกันอย่างมากไม่ให้ ปัญญ์ต้องติดไข้ไปด้วย ต้องคาดผ้าปิดปาก ปิดจมูก ต้องมีวินัยในการกินอย่ามาก เพื่อหยุดไข้ให้เร็วที่สุด

เลยต้องไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัด เพื่อป้องกันสุดฤทธิ์

ไข้หวัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีมากกว่า ๒๐๐ ชนิด ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โดยเชื้อไวรัสนี้ จะทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ)

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยการอยู่ใกล้ชิดกัน จึงพบเป็นกันมากตามโรงเรียน และที่ที่มีคนอยู่รวมกลุ่มกันมากๆ เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี มักจะพบมากในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุ เกิดจากเชื้อหวัด ซึ่งเป็นไวรัส (virus) มีอยู่มากกว่า ๒๐๐ ชนิด กลุ่มไวรัสที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า ๑๐๐ ชนิด เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน

นอกจากนี้ เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ ผู้ป่วยสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่น หนังสือ ฯลฯ) เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนๆ นั้น และเมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตา หรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนๆ นั้น จนกลายเป็นไข้หวัดได้

ระยะฟักตัว ประมาณ ๑-๓ วัน หรือ ๑๒ – ๗๒ ชั่วโมงนับตั้งแต่รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จนเริ่มปรากฏอาการให้เห็นแล้วเริ่มมีการอักเสบที่เยื้อบุทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ เป็นต้น

ระยะติดต่อ ตลอดเวลาที่ผู้ป่วยมีเชื้อโรคอยู่ในร่างกาย ความไวต่อโรค และความต้านทาน เมื่อหายป่วยจะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นระยะหนึ่งประมาณ ๑ – ๓ เดือน แต่เมื่อได้รับเชื้อหวัดพันธ์อื่นเข้าสู่ร่างกาย ก็อาจสามารถเป็นไข้หวัดได้อีกและเป็นได้บ่อยในแต่ละปี เด็กเล็กจะมีภูมิต้านทานต่อโรคหวัดน้อยกว่าผู้ใหญ่


อาการ

  • มีไข้ตัวร้อนเป็นพักๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใส จาม คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาว
  • อาจทำให้รู้สึกเจ็บแถวลิ้นปี่เวลาไอในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก น้ำมูกใส
  • ในเด็กมักจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด บางครั้งอาจมีไข้สูงและชัก ท้องเดิน หรือถ่ายเป็นมูกร่วมด้วย
  • ถ้าเป็นอยู่เกิน ๔ วัน อาจมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอมีเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว จากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย
  • อาจมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมา ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบไข้ น้ำมูก เยื่อจมูกบวม และแดง คอแดงเล็กน้อย ในเด็กอาจพบต่อมทอนซิลโต แต่ไม่แดงมาก และไม่มีหนอง

อาการแทรกซ้อน

  • ที่พบบ่อยเกิดจากการอักเสบแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้มีน้ำมูกหรือเสลดเป็นสีเหลือง หรือเขียว
  • ถ้าลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ , ไซนัสอักเสบ , หูชั้นกลางอักเสบ , หลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ
  • ในเด็กเล็ก อาจทำให้มีอาการชักจากไข้สูง , ท้องเดิน ,เสียงแหบ เนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ
  • บางคนอาจมีอาการวิงเวียน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวภายในหูชั้นในอักเสบ ซึ่งจะหายได้เองภายใน ๓-๕ วัน
  • โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้พักผ่อน ตรากตรำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ (เช่น ขาดอาหาร) ในทารกหรือคนสูงอายุ
  • การรักษาพยาบาล

    • เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการเท่านั้น
    • สำหรับผู้ใหญ่ และเด็กโต (อายุมากกว่า ๕ ปี)
         – ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้ เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล
         – ถ้ามีอาการคัดจมูกมากหรือน้ำมูกไหลมาก ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน เมื่อทุเลาแล้ว ควรหยุดยา
         – ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆ
         – ถ้าไอมาก ลักษณะไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ให้ยาระงับการไอ
    • สำหรับเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า ๕ ปี)
         – ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อม เบบี้แอสไพริน
         – ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้ลูกยางดูดเอาน้ำมูกออกบ่อยๆ หรือใช้กระดาษทิชชูพันเป็นแท่ง สอดเข้าไปเช็ดน้ำมูก (ควรชุบน้ำสุก หรือน้ำเกลือพอชุ่มก่อน ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว)
         – ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆ
    • ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องให้ เพราะไม่ได้ผลต่อการฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นไวรัส
    • ถ้าไอมีเสลดเหนียว ให้งดยาแก้แพ้ และยาระงับการไอ และให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ วันละ ๑๐-๑๕ แก้ว (ห้ามดื่มน้ำเย็น), อาจให้ยาขับเสมหะ ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
    • ถ้ามีอาการหอบ หรือหายใจเร็วกว่าปกติ หรือมีไข้นานเกิน ๗ วัน ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบ หรือ ภาวะรุนแรงอื่นๆ ได้อาจต้องเอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆ

    ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

    • พักผ่อนมากๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก หรือออกกำลังกายมากเกินไป
    • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝน หรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
    • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยลดไข้ และทดแทนน้ำที่เสียไป เนื่องจากไข้สูง
    • ควรกินอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
    • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง ข้อแนะนำเหล่านี้สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีไข้จากสาเหตุอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน
      • การป้องกัน

        • ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก อย่านอนปะปนกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากหรือจมูก
        • ๒. กวดขันการสุขาภิบาลโรงอาหาร ภาชนะ อุปกรณ์ ต้องสะอาดอยู่เสมอ ถ้าเจ้าหน้าที่ประกอบอาหาร หรือเจ้าหน้าที่โรงอาหารป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจต้องให้พักงาน ชั่วคราวจนกว่าจะหายเป็นปกติ
        • ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
        • อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป แต่ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ
        • ไม่ควรเข้าไปในที่ที่มีคนแออัด เช่น ตามโรงมหรสพ โดยเฉพาะ ในขณะที่มีการระบาดของไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ การจัดที่พักทหารต้องมีอากาศถ่ายเทได้ดี
        • ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น
        • ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ (ทั้งผู้ป่วย และคนที่อยู่ใกล้เคียง) และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตา หรือแคะจมูก
        • อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องใช้ ของเล่น ร่วมกับผู้ที่เป็นไข้หวัด การล้างมือบ่อยๆ อาจมีส่วนป้องกันการติดเชื้อหวัด